Calmoo เปิดแอป
เกี่ยวกับ Calmoo · เปิดแอป · บทความ · จุดคุ้มทุนร้านกาแฟ คำนวณยังไง ขายกี่แก้วถึงเท่าทุน

จุดคุ้มทุนร้านกาแฟ คำนวณยังไง ขายกี่แก้วถึงเท่าทุน

ทีม Calmoo · อัปเดต 2026-08-04 · อ่าน 6 นาที

จุดคุ้มทุนร้านกาแฟคำนวณจากค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือน หารด้วยกำไรต่อแก้ว ร้านขนาดเล็กที่มีค่าใช้จ่ายคงที่ราว 38,000 บาทต่อเดือน และมีกำไรต่อแก้ว 35 บาท ต้องขายให้ได้ประมาณ 1,090 แก้วต่อเดือน หรือ 36 แก้วต่อวัน ถึงจะเท่าทุนพอดี

สูตรจุดคุ้มทุน ใช้ยังไง

จุดคุ้มทุนคือจำนวนแก้วที่ทำให้เงินเข้าพอดีกับเงินออก ไม่กำไรไม่ขาดทุน คำนวณได้ด้วยการเอาค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือนหารด้วยกำไรต่อแก้ว โดยกำไรต่อแก้วคือราคาขายลบต้นทุนวัตถุดิบ ไม่ใช่ราคาขายทั้งก้อน

จำนวนแก้วที่ต้องขายต่อเดือน = ค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือน ÷ (ราคาขายเฉลี่ย − ต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยต่อแก้ว)

สิ่งสำคัญคือแยกให้ออกระหว่างค่าใช้จ่ายสองประเภท ค่าใช้จ่ายคงที่คือจ่ายเท่าเดิมไม่ว่าจะขายได้กี่แก้ว เช่น ค่าเช่า เงินเดือน ค่าเน็ต ส่วนค่าใช้จ่ายผันแปรคือจ่ายตามจำนวนที่ขาย เช่น เมล็ดกาแฟ นม แก้ว ซึ่งอยู่ในต้นทุนต่อแก้วไปแล้ว ถ้าเอาสองอย่างมาปนกัน ตัวเลขจุดคุ้มทุนจะผิดทันที

ตัวอย่างร้านจริง 1 ร้าน แจกแจงทุกบรรทัด

ร้านกาแฟห้องแถวขนาด 1 คูหา ในทำเลชุมชน มีเจ้าของยืนชงเองและลูกจ้างพาร์ตไทม์ 1 คน เปิด 30 วันต่อเดือน ตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านล่างเป็นตัวอย่างสมมติของร้านลักษณะนี้

ค่าใช้จ่ายคงที่ต่อเดือนบาท
ค่าเช่าที่ + ส่วนกลาง18,000
ลูกจ้าง 1 คน (400 × 26 วัน)10,400
ประกันสังคมส่วนนายจ้าง (5%)520
ค่าไฟ (เครื่องชง ตู้แช่ แอร์)5,200
ค่าน้ำ + อินเทอร์เน็ต1,100
ค่าเสื่อมเครื่องชง (120,000 ÷ 5 ปี)2,000
เบ็ดเตล็ด (ของใช้ ซ่อมบำรุง)1,000
รวมค่าใช้จ่ายคงที่38,220

ร้านนี้มีราคาขายเฉลี่ยต่อแก้ว 55 บาท และต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ย 20 บาท เท่ากับกำไรต่อแก้ว 35 บาท คำนวณจุดคุ้มทุนได้ 38,220 ÷ 35 = 1,092 แก้วต่อเดือน หรือ 36–37 แก้วต่อวัน ถ้าวันไหนขายได้ 60 แก้ว ส่วนที่เกินมา 24 แก้วคือกำไรจริง 24 × 35 = 840 บาทของวันนั้น

เมื่อรู้จุดคุ้มทุนแล้ว ให้แปลงเป็นเป้าหมายรายวันแล้วเขียนติดไว้หลังเคาน์เตอร์ การรู้ว่า "วันนี้ต้องได้ 37 แก้วก่อนถึงจะเริ่มมีกำไร" ทำให้ตัดสินใจเรื่องโปรโมชันและเวลาเปิดปิดได้คมกว่าการดูยอดขายรวมสิ้นเดือน

ขยับตัวเลขไหน ช่วยได้มากที่สุด

จุดคุ้มทุนที่รวมค่าแรงตัวเองแล้ว

ตัวเลข 36 แก้วต่อวันข้างบนยังไม่รวมค่าแรงเจ้าของร้าน แปลว่าถ้าคุณขายได้พอดี 36 แก้ว คุณทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวันโดยได้เงินศูนย์บาท ถ้าใส่เงินเดือนตัวเองในอัตราที่ต้องจ่ายถ้าจ้างคนอื่นมาแทน เช่น 20,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขจะเปลี่ยนไปทันที

เทียบสองแบบ (ราคาขายเฉลี่ย 55 ต้นทุน 20 กำไรต่อแก้ว 35)
ไม่รวมค่าแรงเจ้าของ · 38,220 ÷ 351,092 แก้ว/เดือน
เท่ากับต่อวัน36 แก้ว
รวมค่าแรงเจ้าของ 20,000 · 58,220 ÷ 351,664 แก้ว/เดือน
เท่ากับต่อวัน55 แก้ว

ความต่างระหว่าง 36 กับ 55 แก้วต่อวันคือเส้นแบ่งระหว่าง "ร้านที่อยู่ได้" กับ "ร้านที่เลี้ยงคุณได้" หลายร้านค้างอยู่ตรงกลางระหว่างสองเส้นนี้เป็นปี โดยเข้าใจว่ากิจการไปได้ดีเพราะเงินในลิ้นชักไม่เคยติดลบ ทั้งที่จริงคือกำลังทำงานฟรีอยู่

อีกเรื่องที่ควรดูควบคู่กันคือการกระจายยอดขายในสัปดาห์ ร้านส่วนใหญ่ขายวันเสาร์อาทิตย์ได้มากกว่าวันธรรมดา 40–60% ถ้าค่าเฉลี่ยทั้งเดือนอยู่ที่ 55 แก้วต่อวัน แปลว่าวันธรรมดาอาจอยู่แค่ 45 แก้ว ซึ่งต่ำกว่าจุดคุ้มทุนแบบรวมค่าแรงตัวเอง กรณีแบบนี้การลดวันเปิดหรือลดชั่วโมงเปิดในวันที่เงียบที่สุด มักช่วยกำไรได้มากกว่าการพยายามดันยอดขายขึ้นอีก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือไม่ใส่ค่าแรงตัวเองกับค่าเสื่อมเครื่องเข้าไปในค่าใช้จ่ายคงที่ พอไม่ใส่ ตัวเลขจุดคุ้มทุนจะดูต่ำกว่าความจริง และร้านจะรู้สึกว่า "มีกำไร" ทั้งที่จริงกำลังกินแรงตัวเองฟรีและกินเงินก้อนที่จะต้องใช้ซื้อเครื่องใหม่ในอีก 5 ปี ถ้าคุณยืนชงเอง ให้ใส่เงินเดือนตัวเองในอัตราที่จะต้องจ่ายถ้าจ้างคนอื่นมาทำแทน

คำถามที่พบบ่อย

จุดคุ้มทุนกับคืนทุนต่างกันยังไง

จุดคุ้มทุนคือจุดที่รายเดือนไม่ขาดทุน ส่วนคืนทุนคือการเก็บกำไรสะสมจนครบเงินลงทุนก้อนแรกที่ใส่ไปตอนเปิดร้าน ร้านที่ผ่านจุดคุ้มทุนแล้วอาจยังไม่คืนทุนอีกหลายเดือน

ควรคำนวณจุดคุ้มทุนบ่อยแค่ไหน

ทุก 3 เดือน หรือทุกครั้งที่มีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เปลี่ยน เช่น ขึ้นค่าเช่า จ้างคนเพิ่ม หรือราคาวัตถุดิบขยับเกิน 10% เพราะตัวเลขเดิมจะกลายเป็นตัวเลขที่ทำให้คุณสบายใจเกินจริง

ถ้าร้านมีหลายเมนูราคาไม่เท่ากัน คำนวณยังไง

ใช้ราคาขายเฉลี่ยและต้นทุนเฉลี่ยต่อบิลแทน โดยเอายอดขายรวมของเดือนก่อนหารจำนวนบิล และเอาต้นทุนวัตถุดิบรวมหารจำนวนบิลเช่นกัน จะได้กำไรเฉลี่ยต่อบิลไปใช้ในสูตรได้เลย

อยากรู้ต้นทุนเมนูของร้านคุณจริงๆ?
ใส่วัตถุดิบ กดครั้งเดียว รู้กำไรต่อแก้วและราคาที่ควรตั้ง — ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร
ดู Calmoo ทำอะไรได้บ้าง →