Calmoo เปิดแอป
เกี่ยวกับ Calmoo · เปิดแอป · บทความ · ต้นทุนกาแฟ 1 แก้ว เท่าไหร่ คิดยังไงให้ครบ

ต้นทุนกาแฟ 1 แก้ว เท่าไหร่ คิดยังไงให้ครบ

ทีม Calmoo · อัปเดต 2026-08-04 · อ่าน 6 นาที

ต้นทุนวัตถุดิบของลาเต้ 1 แก้วอยู่ที่ประมาณ 17–22 บาท โดยเมล็ดกาแฟกับนมรวมกันคิดเป็นราว 70–80% ของต้นทุนทั้งหมด ที่เหลือคือแก้ว ฝา หลอด และน้ำแข็ง ถ้าตั้งขาย 55 บาท จะเหลือกำไรต่อแก้วราว 34 บาท หรือคิดเป็นกำไร 62% ของราคาขาย

ต้นทุนลาเต้ 1 แก้ว จริงๆ แล้วเท่าไหร่

ลาเต้ร้อน 1 แก้วที่ใช้เมล็ด 18 กรัมกับนมสด 150 มล. มีต้นทุนวัตถุดิบประมาณ 18–19 บาท ส่วนลาเต้เย็นแก้ว 16 ออนซ์จะอยู่ที่ประมาณ 20–22 บาท เพราะแก้วพลาสติกใบใหญ่กว่า มีหลอดเพิ่ม และมักใส่ไซรัป ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าเช่า ค่าแรง หรือค่าไฟ ซึ่งเป็นคนละก้อนกัน

ต้นทุนต่อแก้ว = ผลรวมของ (ราคาวัตถุดิบต่อหน่วย ÷ ปริมาณที่ซื้อมา) × ปริมาณที่ใช้จริงต่อแก้ว

หัวใจอยู่ที่การแปลงทุกอย่างให้เป็น "ราคาต่อหน่วยเล็ก" ก่อน เช่น เมล็ดกาแฟซื้อมากิโลกรัมละ 400 บาท เท่ากับกรัมละ 0.40 บาท ใช้ช็อตละ 18 กรัม ก็คือ 7.20 บาทต่อแก้ว นมสดลิตรละ 55 บาท เท่ากับ มล. ละ 0.055 บาท ใช้ 150 มล. คือ 8.25 บาท ทำแบบนี้ทีละรายการจนครบ แล้วค่อยบวกกัน

แจกแจงต้นทุนลาเต้เย็น 1 แก้ว ทีละบรรทัด

รายการปริมาณที่ใช้ต้นทุน (บาท)
เมล็ดกาแฟคั่ว (กก. ละ 400)18 ก.7.20
นมสด (ลิตรละ 55)120 มล.6.60
ไซรัป (ขวด 750 มล. ราคา 120)15 มล.2.40
น้ำแข็ง (กระสอบ 20 กก. ราคา 90)200 ก.0.90
แก้วพลาสติก 16 oz + ฝา1 ชุด3.20
หลอด + ทิชชู1 ชุด0.60
รวมต้นทุนวัตถุดิบ20.90

จะเห็นว่าเมล็ดกาแฟกับนมรวมกัน 13.80 บาท คิดเป็น 66% ของต้นทุนทั้งแก้ว แปลว่าถ้าอยากลดต้นทุนจริงจัง ต้องไปคุยกับซัพพลายเออร์เมล็ดกับนมก่อน การเปลี่ยนหลอดถูกลง 10 สตางค์แทบไม่ขยับอะไรเลย ในทางกลับกัน ถ้าบาริสต้าตักเมล็ดเกินไป 2 กรัมทุกแก้ว นั่นคือ 0.80 บาทต่อแก้ว วันละ 80 แก้วก็หายไปเดือนละเกือบ 2,000 บาท

ชั่งจริงหนึ่งรอบดีกว่าเดาสิบรอบ ลองตวงนมที่เทลงแก้วจริงด้วยถ้วยตวง และชั่งผงกาแฟที่บดออกมาจริง ร้านส่วนใหญ่ที่ลองทำจะพบว่าใช้มากกว่าที่คิดไว้ในสูตร 10–20% เสมอ

รู้ต้นทุนแล้ว ควรตั้งขายเท่าไหร่

เมื่อได้ต้นทุนต่อแก้วแล้ว ให้บวกเปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการเข้าไปจากต้นทุน แล้วปัดขึ้นเป็นจำนวนเต็มบาท

คิดราคาขายลาเต้เย็น
ต้นทุนต่อแก้ว20.90 บาท
บวกกำไร 150% ของต้นทุน× 2.5
ราคาที่คำนวณได้52.25 บาท
ตั้งขายจริง55 บาท

ขาย 55 บาท กำไรต่อแก้วคือ 55 − 20.90 = 34.10 บาท คิดเป็นกำไร 62% ของราคาขาย และ food cost อยู่ที่ 20.90 ÷ 55 = 38% ซึ่งถือว่าสูงไปนิดสำหรับร้านกาแฟ โดยทั่วไปเมนูกาแฟควรอยู่ราว 25–35% ถ้าอยากกดลงมา มีสามทางเลือกคือ ขยับราคาขึ้นเป็น 60 บาท ลดปริมาณไซรัป หรือหาแหล่งเมล็ดกับนมที่ถูกลง

ทำไมต้นทุนจริงมักสูงกว่าที่คำนวณไว้

ตัวเลข 20.90 บาทข้างบนคือต้นทุนในโลกที่ทุกแก้วออกมาสมบูรณ์แบบ แต่หน้าร้านจริงมีของที่หายไประหว่างทางเสมอ ร้านส่วนใหญ่มีส่วนต่างตรงนี้ประมาณ 5–10% ของต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งแปลว่าต้นทุนจริงของลาเต้เย็นแก้วนั้นน่าจะอยู่ที่ 22–23 บาท ไม่ใช่ 20.90 บาท

วิธีเช็คว่าส่วนต่างนี้ของร้านคุณเป็นเท่าไหร่ ทำได้ง่ายๆ ด้วยการนับปลายเดือน เอาจำนวนเมล็ดกาแฟที่ซื้อเข้าทั้งเดือนมาหารด้วยจำนวนแก้วที่ขายได้จริงตามใบเสร็จ ถ้าสูตรบอกว่าใช้ 18 กรัมต่อแก้ว แต่ตัวเลขจริงออกมา 20 กรัม แปลว่าคุณมีของหายไป 11% ซึ่งควรเอาไปบวกกลับเข้าต้นทุนตอนตั้งราคา

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด คือลืมนับแก้ว ฝา หลอด เข้าไปในต้นทุน เพราะซื้อทีละลังเลยรู้สึกว่าเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง ไม่ใช่ต้นทุนต่อแก้ว แต่ของพวกนี้รวมกันแล้วประมาณ 3.80 บาทต่อแก้ว ถ้าขายวันละ 80 แก้ว คือเดือนละกว่า 9,000 บาท ที่หายไปจากกำไรโดยไม่ปรากฏในบัญชีของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

ต้นทุนกาแฟควรอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย

สำหรับร้านกาแฟ ต้นทุนวัตถุดิบ (food cost) ราว 25–35% ของราคาขายถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าเกิน 40% เมื่อไหร่ กำไรที่เหลือมักไม่พอจ่ายค่าเช่ากับค่าแรง ควรกลับไปดูราคาซื้อวัตถุดิบหรือปรับราคาขาย

ควรรวมค่าไฟเครื่องชงเข้าในต้นทุนต่อแก้วไหม

ควรรู้ตัวเลข แต่ไม่จำเป็นต้องยัดเข้าต้นทุนวัตถุดิบ วิธีที่ง่ายกว่าคือแยกเป็นค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือน แล้วใช้จุดคุ้มทุนเป็นตัวเช็คว่าต้องขายกี่แก้วถึงจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายก้อนนั้น

เมล็ดกาแฟ 1 กิโลกรัม ชงได้กี่แก้ว

ถ้าใช้ 18 กรัมต่อแก้ว จะได้ประมาณ 55 แก้ว แต่ในทางปฏิบัติควรเผื่อของเสียจากการปรับเครื่องและช็อตที่ทิ้งราว 5–8% เท่ากับใช้ได้จริงประมาณ 50–52 แก้วต่อกิโลกรัม

อยากรู้ต้นทุนเมนูของร้านคุณจริงๆ?
ใส่วัตถุดิบ กดครั้งเดียว รู้กำไรต่อแก้วและราคาที่ควรตั้ง — ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร
ดู Calmoo ทำอะไรได้บ้าง →