Calmoo เปิดแอป
เกี่ยวกับ Calmoo · เปิดแอป · บทความ · ค่าแรงตัวเอง ควรคิดเข้าต้นทุนไหม คิดยังไง

ค่าแรงตัวเอง ควรคิดเข้าต้นทุนไหม คิดยังไง

ทีม Calmoo · อัปเดต 2026-08-04 · อ่าน 6 นาที

ควรคิดเข้าต้นทุนเสมอ วิธีที่ตรงที่สุดคือใส่เงินเดือนตัวเองในอัตราที่จะต้องจ่ายถ้าจ้างคนอื่นมาทำงานแทน แล้วหารเป็นรายชั่วโมง เจ้าของร้านที่ยืนเอง 10 ชั่วโมงต่อวัน 26 วันต่อเดือน ถ้าตั้งเงินเดือนตัวเองไว้ 20,000 บาท เท่ากับค่าแรงชั่วโมงละ 77 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำต่อชั่วโมงในหลายพื้นที่

ทำไมต้องคิดค่าแรงตัวเองเข้าไปด้วย

เพราะถ้าไม่คิด ตัวเลขกำไรของร้านจะโกหกคุณ ร้านที่ "มีกำไรเดือนละ 25,000 บาท" โดยที่เจ้าของยืนเองทุกวันวันละ 10 ชั่วโมง จริงๆ แล้วคือร้านที่จ่ายค่าแรงคุณ 25,000 บาทและมีกำไรศูนย์บาท ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงเวลาจะตัดสินใจว่าควรจ้างคนเพิ่ม ขยายสาขา หรือขายกิจการ

ค่าแรงตัวเองต่อชั่วโมง = เงินเดือนที่ควรได้ ÷ (ชั่วโมงทำงานต่อวัน × จำนวนวันทำงานต่อเดือน)

ตัวเลขที่ควรใส่ไม่ใช่ "เท่าไหร่ก็ได้ที่พออยู่ได้" แต่คือค่าจ้างตลาดของงานที่คุณทำจริง ถ้าคุณยืนชงกาแฟ ให้ใช้ค่าจ้างบาริสต้าในพื้นที่ ถ้าคุณทำทั้งชง ทั้งสั่งของ ทั้งทำบัญชี ให้แยกเป็นสองส่วน คือค่าแรงหน้าร้านตามชั่วโมงที่ยืนจริง บวกค่าบริหารอีกก้อนหนึ่ง เพราะสองงานนี้มีราคาตลาดไม่เท่ากัน

ใส่เงินเดือนตัวเองเท่าไหร่ ต้องขายเพิ่มกี่แก้ว

เงินเดือนตัวเองคิดเป็นต่อชั่วโมงต้องขายเพิ่มต่อวัน
ไม่คิดเลย0 บาท0 แก้ว
12,000 บาท46 บาท11 แก้ว
20,000 บาท77 บาท19 แก้ว
30,000 บาท115 บาท29 แก้ว
45,000 บาท173 บาท43 แก้ว

ตารางนี้คิดจากการทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน 26 วันต่อเดือน และกำไรต่อแก้ว 35 บาท ในร้านที่เปิด 30 วัน จะเห็นว่าการจ่ายเงินเดือนตัวเอง 20,000 บาทไม่ได้แปลว่าร้านต้องโตเป็นเท่าตัว แต่แปลว่าต้องขายเพิ่มอีก 19 แก้วต่อวัน ซึ่งเป็นเป้าที่จับต้องได้และวางแผนได้จริง ต่างจากการบอกตัวเองลอยๆ ว่า "ปีหน้าค่อยเอาเงินเดือน"

เทียบกับค่าจ้างขั้นต่ำจะเห็นภาพเร็วขึ้น อัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 337–400 บาทต่อวันแล้วแต่พื้นที่ ถ้าคุณทำงานวันละ 10 ชั่วโมงแต่ให้ค่าตัวเองเดือนละ 12,000 บาท เท่ากับวันละ 460 บาท ซึ่งแทบไม่ต่างจากค่าจ้างขั้นต่ำที่คุณต้องจ่ายลูกจ้างที่ทำงาน 8 ชั่วโมงเลย

ใส่ตรงไหนของการคำนวณ

เมื่อใส่ตัวเลขนี้เข้าไปแล้ว บางร้านจะพบว่ากำไรกลายเป็นติดลบ นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าต้องปิดร้าน แต่เป็นสัญญาณว่าราคาขายต่ำเกินไปหรือยอดขายยังไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น ซึ่งทั้งสองอย่างแก้ได้ ต่างจากการไม่รู้ตัวเลขนี้เลยแล้วทำงานหนักไปเรื่อยๆ จนหมดแรงในปีที่สาม

สำหรับร้านที่ทำกันสองคนในครอบครัว ให้คิดค่าแรงทั้งสองคนแยกกันตามชั่วโมงที่ทำจริง ไม่ใช่รวมเป็นก้อนเดียวว่า "เงินเข้าบ้านเดียวกัน" เพราะเมื่อวันหนึ่งคนหนึ่งต้องออกไปทำอย่างอื่นหรือป่วย คุณจะได้รู้ทันทีว่าต้องจ้างคนมาแทนกี่ชั่วโมงและร้านรับภาระนั้นไหวหรือไม่ ร้านที่ตอบคำถามนี้ไม่ได้คือร้านที่หยุดไม่ได้เลยตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าตัวเลขกำไรในกระดาษมาก

อย่าใช้เหตุผลว่า "ยังไม่ได้จ้างใครเลยไม่มีค่าใช้จ่าย" เพราะเวลาของคุณมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเสมอ ถ้าออกไปทำงานประจำได้เดือนละ 25,000 บาท การยืนร้านที่ให้กำไร 15,000 บาทคือการขาดทุนเดือนละ 10,000 บาท ต่อให้ตัวเลขในลิ้นชักจะเป็นบวกก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าเพิ่งเปิดร้าน ยังไม่มีกำไร ควรใส่ค่าแรงตัวเองไหม

ใส่ตั้งแต่วันแรก แต่แยกให้ชัดว่าเดือนนี้จ่ายได้จริงเท่าไหร่ การใส่ตัวเลขไว้ทำให้คุณเห็นว่าต้องไปถึงยอดขายเท่าไหร่ถึงจะจ่ายตัวเองได้เต็มจำนวน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ชัดกว่าการรอให้ "มีกำไรก่อน"

ควรตั้งเงินเดือนตัวเองเท่าไหร่

เริ่มจากค่าจ้างตลาดของงานที่คุณทำจริงในพื้นที่ของคุณ เช่น บาริสต้าหรือกุ๊กในละแวกนั้นได้เท่าไหร่ แล้วบวกส่วนของงานบริหารเพิ่ม ถ้าตัวเลขนั้นทำให้ร้านขาดทุน แปลว่าต้องแก้ที่ราคาหรือยอดขาย ไม่ใช่แก้ที่การลดค่าตัวเอง

เจ้าของร้านที่ทำงานพาร์ตไทม์ คิดยังไง

คิดตามชั่วโมงที่อยู่หน้าร้านจริงคูณค่าแรงต่อชั่วโมง ส่วนงานหลังบ้านอย่างสั่งของ ทำบัญชี ตอบลูกค้า ให้ประเมินเป็นชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้วคิดในอัตราเดียวกัน จะได้ไม่ตกหล่นงานที่ทำนอกเวลาเปิดร้าน

อยากรู้ต้นทุนเมนูของร้านคุณจริงๆ?
ใส่วัตถุดิบ กดครั้งเดียว รู้กำไรต่อแก้วและราคาที่ควรตั้ง — ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร
ดู Calmoo ทำอะไรได้บ้าง →