ค่าแรงตัวเอง ควรคิดเข้าต้นทุนไหม คิดยังไง
ควรคิดเข้าต้นทุนเสมอ วิธีที่ตรงที่สุดคือใส่เงินเดือนตัวเองในอัตราที่จะต้องจ่ายถ้าจ้างคนอื่นมาทำงานแทน แล้วหารเป็นรายชั่วโมง เจ้าของร้านที่ยืนเอง 10 ชั่วโมงต่อวัน 26 วันต่อเดือน ถ้าตั้งเงินเดือนตัวเองไว้ 20,000 บาท เท่ากับค่าแรงชั่วโมงละ 77 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำต่อชั่วโมงในหลายพื้นที่
ทำไมต้องคิดค่าแรงตัวเองเข้าไปด้วย
เพราะถ้าไม่คิด ตัวเลขกำไรของร้านจะโกหกคุณ ร้านที่ "มีกำไรเดือนละ 25,000 บาท" โดยที่เจ้าของยืนเองทุกวันวันละ 10 ชั่วโมง จริงๆ แล้วคือร้านที่จ่ายค่าแรงคุณ 25,000 บาทและมีกำไรศูนย์บาท ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิงเวลาจะตัดสินใจว่าควรจ้างคนเพิ่ม ขยายสาขา หรือขายกิจการ
ตัวเลขที่ควรใส่ไม่ใช่ "เท่าไหร่ก็ได้ที่พออยู่ได้" แต่คือค่าจ้างตลาดของงานที่คุณทำจริง ถ้าคุณยืนชงกาแฟ ให้ใช้ค่าจ้างบาริสต้าในพื้นที่ ถ้าคุณทำทั้งชง ทั้งสั่งของ ทั้งทำบัญชี ให้แยกเป็นสองส่วน คือค่าแรงหน้าร้านตามชั่วโมงที่ยืนจริง บวกค่าบริหารอีกก้อนหนึ่ง เพราะสองงานนี้มีราคาตลาดไม่เท่ากัน
ใส่เงินเดือนตัวเองเท่าไหร่ ต้องขายเพิ่มกี่แก้ว
| เงินเดือนตัวเอง | คิดเป็นต่อชั่วโมง | ต้องขายเพิ่มต่อวัน |
|---|---|---|
| ไม่คิดเลย | 0 บาท | 0 แก้ว |
| 12,000 บาท | 46 บาท | 11 แก้ว |
| 20,000 บาท | 77 บาท | 19 แก้ว |
| 30,000 บาท | 115 บาท | 29 แก้ว |
| 45,000 บาท | 173 บาท | 43 แก้ว |
ตารางนี้คิดจากการทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน 26 วันต่อเดือน และกำไรต่อแก้ว 35 บาท ในร้านที่เปิด 30 วัน จะเห็นว่าการจ่ายเงินเดือนตัวเอง 20,000 บาทไม่ได้แปลว่าร้านต้องโตเป็นเท่าตัว แต่แปลว่าต้องขายเพิ่มอีก 19 แก้วต่อวัน ซึ่งเป็นเป้าที่จับต้องได้และวางแผนได้จริง ต่างจากการบอกตัวเองลอยๆ ว่า "ปีหน้าค่อยเอาเงินเดือน"
ใส่ตรงไหนของการคำนวณ
- ใส่ในค่าใช้จ่ายคงที่ — วิธีที่ง่ายที่สุดคือเพิ่มเงินเดือนตัวเองเป็นอีกบรรทัดในค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือน แล้วคำนวณจุดคุ้มทุนใหม่ ไม่ต้องไปยุ่งกับต้นทุนต่อแก้ว
- ถ้าทำสินค้าเป็นล็อต ให้ใส่เป็นรายชั่วโมง — ร้านเบเกอรี่หรือของทำมือ ให้คูณเวลาที่ใช้ทำจริงกับค่าแรงต่อชั่วโมงของตัวเอง แล้วหารเข้าจำนวนชิ้นที่ทำได้ต่อรอบ
- จ่ายจริง อย่าจ่ายแค่ในกระดาษ — โอนเงินเดือนตัวเองออกจากบัญชีร้านทุกเดือนในวันเดียวกับที่จ่ายลูกจ้าง จะรู้ทันทีว่าเดือนไหนร้านจ่ายไหวและเดือนไหนไม่ไหว
- ทบทวนเมื่อชั่วโมงเปลี่ยน — ถ้าจ้างคนเพิ่มแล้วคุณยืนน้อยลงเหลือวันละ 4 ชั่วโมง ค่าแรงส่วนหน้าร้านของคุณต้องลดลง แต่ค่าบริหารยังอยู่
เมื่อใส่ตัวเลขนี้เข้าไปแล้ว บางร้านจะพบว่ากำไรกลายเป็นติดลบ นั่นไม่ใช่สัญญาณว่าต้องปิดร้าน แต่เป็นสัญญาณว่าราคาขายต่ำเกินไปหรือยอดขายยังไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น ซึ่งทั้งสองอย่างแก้ได้ ต่างจากการไม่รู้ตัวเลขนี้เลยแล้วทำงานหนักไปเรื่อยๆ จนหมดแรงในปีที่สาม
สำหรับร้านที่ทำกันสองคนในครอบครัว ให้คิดค่าแรงทั้งสองคนแยกกันตามชั่วโมงที่ทำจริง ไม่ใช่รวมเป็นก้อนเดียวว่า "เงินเข้าบ้านเดียวกัน" เพราะเมื่อวันหนึ่งคนหนึ่งต้องออกไปทำอย่างอื่นหรือป่วย คุณจะได้รู้ทันทีว่าต้องจ้างคนมาแทนกี่ชั่วโมงและร้านรับภาระนั้นไหวหรือไม่ ร้านที่ตอบคำถามนี้ไม่ได้คือร้านที่หยุดไม่ได้เลยตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าตัวเลขกำไรในกระดาษมาก
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าเพิ่งเปิดร้าน ยังไม่มีกำไร ควรใส่ค่าแรงตัวเองไหม
ใส่ตั้งแต่วันแรก แต่แยกให้ชัดว่าเดือนนี้จ่ายได้จริงเท่าไหร่ การใส่ตัวเลขไว้ทำให้คุณเห็นว่าต้องไปถึงยอดขายเท่าไหร่ถึงจะจ่ายตัวเองได้เต็มจำนวน ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ชัดกว่าการรอให้ "มีกำไรก่อน"
ควรตั้งเงินเดือนตัวเองเท่าไหร่
เริ่มจากค่าจ้างตลาดของงานที่คุณทำจริงในพื้นที่ของคุณ เช่น บาริสต้าหรือกุ๊กในละแวกนั้นได้เท่าไหร่ แล้วบวกส่วนของงานบริหารเพิ่ม ถ้าตัวเลขนั้นทำให้ร้านขาดทุน แปลว่าต้องแก้ที่ราคาหรือยอดขาย ไม่ใช่แก้ที่การลดค่าตัวเอง
เจ้าของร้านที่ทำงานพาร์ตไทม์ คิดยังไง
คิดตามชั่วโมงที่อยู่หน้าร้านจริงคูณค่าแรงต่อชั่วโมง ส่วนงานหลังบ้านอย่างสั่งของ ทำบัญชี ตอบลูกค้า ให้ประเมินเป็นชั่วโมงต่อสัปดาห์แล้วคิดในอัตราเดียวกัน จะได้ไม่ตกหล่นงานที่ทำนอกเวลาเปิดร้าน