ขายออนไลน์ต้องบวกราคาเท่าไหร่ ถึงไม่ขาดทุนค่าส่ง
ขายบนมาร์เก็ตเพลสต้องเผื่อค่าธรรมเนียมรวมราว 11–22% ของราคาขาย บวกค่ากล่องและค่าส่งส่วนที่คุณออกเอง วิธีคิดคือเอาราคาที่คุณอยากได้จริงหารด้วย (1 − เปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียมรวม) แล้วปัดขึ้น ไม่ใช่เอาราคาหน้าร้านไปลงเฉยๆ
แต่ละแพลตฟอร์มหักเท่าไหร่
ค่าธรรมเนียมของมาร์เก็ตเพลสไทยแบ่งเป็นสองส่วนหลัก คือค่าคอมมิชชันตามหมวดสินค้า กับค่าธรรมเนียมการชำระเงิน อัตราปี 2569 อยู่ที่ Shopee คิดคอมมิชชัน 7.49–17.12% Lazada 6.96–18.73% และ TikTok Shop 5.35–13.91% ทั้งหมดเป็นอัตรารวม VAT แล้ว ตัวเลขขึ้นกับหมวดสินค้าและว่าเป็นร้านทั่วไปหรือร้าน Mall
| แพลตฟอร์ม | คอมมิชชัน (รวม VAT) | ค่าธรรมเนียมอื่น |
|---|---|---|
| Shopee | 7.49–17.12% | ค่าธุรกรรม 3.21% (รวม VAT) คิดจากราคาสินค้า + ค่าส่ง · Platform Fee 1.07 บาท/ออเดอร์ |
| Lazada | 6.96–18.73% | ค่าธุรกรรมราว 3.21% (รวม VAT) คิดจากราคาสินค้า + ค่าส่ง |
| TikTok Shop | 5.35–13.91% | ค่าธุรกรรมราว 3.21% · Growth Fee มีเพดาน 199 บาทต่อชิ้น |
เปอร์เซ็นต์ที่ต่างกันมากขนาดนี้มาจากหมวดสินค้า อาหารและเครื่องดื่มมักอยู่ช่วงกลางถึงสูง ในขณะที่อิเล็กทรอนิกส์มักต่ำกว่า ก่อนตั้งราคาให้เข้าไปดูอัตราของหมวดสินค้าตัวเองใน Seller Centre โดยตรง เพราะหมวดที่ตั้งผิดทำให้จ่ายค่าธรรมเนียมสูงเกินจริงโดยไม่จำเป็น และอัตราเหล่านี้มีการปรับหลายครั้งในรอบปี ควรเช็คซ้ำทุกไตรมาส ตัวเลขในตารางนี้เป็นข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 ให้ยึดอัตราในหน้าค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มเป็นหลักเสมอ
คำนวณราคาขายยังไงให้ไม่ขาดทุน
สมมติคุณขายชุดของฝากที่มีต้นทุนสินค้า 90 บาท ค่ากล่องและวัสดุกันกระแทก 12 บาท ค่าแรงแพ็ก 8 บาท รวมต้นทุน 110 บาท ถ้าอยากได้กำไร 60% จากต้นทุน ราคาที่ต้องการได้จริงคือ 110 × 1.6 = 176 บาท เมื่อค่าธรรมเนียมรวมของหมวดนี้ (คอมมิชชัน + ค่าธุรกรรม) อยู่ที่ 15% ราคาที่ต้องตั้งคือ 176 ÷ 0.85 = 207 บาท ปัดขึ้นเป็น 210 บาท
ข้อควรระวังคือค่าธรรมเนียมบางตัวคิดจากราคาสินค้าบวกค่าส่ง ไม่ใช่ราคาสินค้าอย่างเดียว แปลว่ายิ่งของหนักยิ่งโดนหักมากขึ้นแม้ราคาสินค้าเท่าเดิม สินค้าที่หนักเกิน 1 กิโลกรัมและราคาต่ำกว่า 150 บาท มักเป็นกลุ่มที่ขายแล้วแทบไม่เหลืออะไร
ค่าส่งและโปรส่งฟรี ทำให้ขาดทุนตรงไหน
- โปรส่งฟรีที่ร้านออกเอง — ถ้าค่าส่งจริง 35 บาทแต่คุณรับผิดชอบเอง เท่ากับกำไรต่อออเดอร์หายไป 35 บาททันที ในตัวอย่างข้างบนจะเหลือ 33.50 บาท
- ค่ากล่องที่ประเมินต่ำเกินจริง — กล่อง เทป บับเบิล ป้ายที่อยู่ รวมกันมักอยู่ที่ 10–18 บาทต่อกล่อง ไม่ใช่ 5 บาทอย่างที่หลายคนคิด
- ของตีกลับ — ออเดอร์ปลายทางที่ไม่รับของทำให้เสียค่าส่งสองเที่ยว เผื่อไว้ 1–3% ของยอดขาย
- โค้ดส่วนลดของร้าน — ส่วนลดที่คุณออกเองต้องนับเป็นต้นทุน ไม่ใช่ค่าการตลาดที่ไม่มีตัวเลข
- คูปองแคมเปญ — การเข้าร่วมแคมเปญมักบังคับให้ลดราคาหรือร่วมออกส่วนลด ให้คำนวณกำไรที่เหลือก่อนกดเข้าร่วมทุกครั้ง
สำหรับร้านที่ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ควรตั้งราคาสองชุดแยกกันไปเลย ไม่ต้องกลัวว่าลูกค้าจะงง เพราะลูกค้าเข้าใจดีว่าราคาบนแอปมีค่าบริการรวมอยู่ สิ่งที่ต้องระวังคือการทำโปรบนแพลตฟอร์มโดยอิงราคาหน้าร้าน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร้านออนไลน์จำนวนมากยอดขายโตแต่เงินไม่เหลือ
อีกเรื่องที่ควรทำคือแยกดูกำไรเป็นรายสินค้า ไม่ใช่ดูรวมทั้งร้าน ร้านออนไลน์ส่วนใหญ่มีสินค้า 2–3 ตัวที่แบกกำไรทั้งร้านไว้ และมีอีกหลายตัวที่ขายไปก็เท่าทุนหรือขาดทุนเล็กน้อย ถ้าไม่แยกดู คุณจะทุ่มงบโฆษณาไปกับตัวที่ขายง่ายแต่ไม่ทำกำไร วิธีเช็คเร็วที่สุดคือดึงรายงานคำสั่งซื้อ 30 วันย้อนหลัง แล้วคำนวณกำไรต่อออเดอร์ของสินค้าที่ขายดีที่สุด 10 อันดับแรก
คำถามที่พบบ่อย
ควรบวกราคาขายออนไลน์สูงกว่าหน้าร้านกี่เปอร์เซ็นต์
โดยทั่วไปบวกเพิ่ม 15–25% จากราคาหน้าร้าน ขึ้นกับหมวดสินค้าและว่าคุณออกค่าส่งเองหรือไม่ วิธีที่แม่นกว่าคือคำนวณจากค่าธรรมเนียมจริงของหมวดสินค้าตัวเอง แล้วหารด้วย (1 − เปอร์เซ็นต์ค่าธรรมเนียมรวม)
ขายส่งฟรีดีกว่าหรือคิดค่าส่งแยกดีกว่า
ส่งฟรีมักช่วยให้ปิดการขายง่ายขึ้น แต่ต้องบวกค่าส่งเข้าไปในราคาสินค้าก่อนเสมอ การส่งฟรีโดยไม่ปรับราคาคือการลดกำไรต่อออเดอร์ลงตรงๆ เท่ากับค่าส่งทั้งก้อน
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเปลี่ยนบ่อยไหม
บ่อยพอสมควร ในปี 2569 มีการปรับหลายรอบทั้งฝั่ง Shopee และ Lazada ควรตั้งเตือนเช็คทุกไตรมาส และคำนวณราคาใหม่ทุกครั้งที่มีประกาศปรับ เพราะสินค้าที่กำไรบางอยู่แล้วอาจกลายเป็นขาดทุนทันที