โปรลด 50% ทำแล้วขาดทุนไหม คำนวณก่อนจัดโปร
เมนูที่มีต้นทุน 20 บาทขาย 55 บาท ถ้าลด 50% เหลือ 27.50 บาท กำไรต่อแก้วจะหายจาก 35 บาทเหลือ 7.50 บาท แปลว่าต้องขายเพิ่มเกือบ 5 เท่าถึงจะได้กำไรรวมเท่าเดิม ส่วนลดยิ่งสูง ยอดที่ต้องเพิ่มยิ่งพุ่งแบบไม่เป็นเส้นตรง
ลดราคาแล้วต้องขายเพิ่มกี่เท่า
ตัวเลขที่ต้องดูไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ที่ลด แต่คือกำไรต่อหน่วยที่เหลือหลังลด เพราะส่วนลดกินจากกำไรล้วนๆ ไม่ได้กินจากต้นทุน สูตรที่ใช้ตัดสินใจได้เร็วที่สุดมีแค่บรรทัดเดียว
| ส่วนลด | ราคาหลังลด | กำไรที่เหลือ | ต้องขายเพิ่ม |
|---|---|---|---|
| 10% | 49.50 | 29.50 | 1.2 เท่า |
| 20% | 44.00 | 24.00 | 1.5 เท่า |
| 30% | 38.50 | 18.50 | 1.9 เท่า |
| 40% | 33.00 | 13.00 | 2.7 เท่า |
| 50% | 27.50 | 7.50 | 4.7 เท่า |
| 60% | 22.00 | 2.00 | 17.5 เท่า |
ตารางนี้คิดจากเมนูต้นทุน 20 บาท ราคาปกติ 55 บาท กำไรเดิม 35 บาท จะเห็นว่าส่วนลด 10% แทบไม่เจ็บ แค่ขายเพิ่ม 20% ก็คุ้มแล้ว แต่พอถึง 50% ต้องขายเพิ่มเกือบ 5 เท่า ซึ่งแทบไม่มีร้านไหนทำได้จริงในหน้าร้านเดียวกัน และถ้าลดถึง 60% ก็คือขายเท่าไหร่ก็ไม่มีทางคุ้ม เพราะกำลังผลิตของร้านไม่ได้เพิ่มตาม
สิ่งที่ต้องเช็คคู่กันคือกำลังของหน้าร้าน ถ้าปกติขายวันละ 80 แก้วและทำได้สูงสุด 140 แก้วต่อวัน การจัดโปรลด 40% ที่ต้องการยอดเพิ่ม 2.7 เท่าเป็น 216 แก้ว เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น โปรนั้นจึงเป็นการลดกำไรลงแน่นอนตั้งแต่วันที่ประกาศ
ซื้อ 1 แถม 1 คิดยังไง
ซื้อ 1 แถม 1 ไม่เท่ากับส่วนลด 50% เพราะราคาลดครึ่งแต่ต้นทุนเพิ่มเป็นสองเท่า ในเมนูเดิม ลูกค้าจ่าย 55 บาทแล้วได้ 2 แก้ว ต้นทุนของร้านคือ 40 บาท เหลือกำไร 15 บาทต่อบิล เทียบกับ 35 บาทเดิม เท่ากับต้องขายเพิ่ม 2.3 เท่าจึงจะได้กำไรรวมเท่าเดิม ซึ่งยังดีกว่าการลด 50% ตรงๆ ที่ต้องขายเพิ่ม 4.7 เท่า
- 1 แถม 1 ในเมนูต้นทุนต่ำ — ยิ่งต้นทุนต่ำยิ่งได้เปรียบ เพราะแก้วที่แถมกินกำไรน้อย
- ซื้อ 2 แถม 1 — ลูกค้าจ่าย 110 ได้ 3 แก้ว ต้นทุน 60 เหลือกำไร 50 บาทต่อบิล เจ็บน้อยกว่ามากและยังดูคุ้มในสายตาลูกค้า
- ลดเป็นบาทแทนเปอร์เซ็นต์ — "ลด 10 บาท" ควบคุมง่ายกว่า "ลด 20%" เพราะกำไรที่หายเท่ากันทุกเมนูโดยไม่ต้องคิดใหม่ทีละรายการ
- แจกของแถมต้นทุนต่ำ — เช่น อัปไซซ์ฟรีที่ต้นทุนเพิ่มแค่ 3–5 บาท ให้ความรู้สึกคุ้มพอกันแต่กำไรแทบไม่ขยับ
- โปรมีเงื่อนไขขั้นต่ำ — เช่น ลดเมื่อซื้อครบ 2 แก้ว ทำให้ยอดต่อบิลสูงขึ้นชดเชยส่วนลดได้
อีกเรื่องที่ควรคำนวณคือโปรบนแอปเดลิเวอรี เพราะราคาบนแอปโดนหัก GP อยู่แล้ว ถ้าลดราคาอีกโดยไม่คิดใหม่ กำไรมักติดลบทันที ให้คำนวณจากราคาสุทธิหลังหัก GP ก่อนเสมอ แล้วค่อยดูว่าลดได้กี่เปอร์เซ็นต์โดยยังเหลือกำไร
ตั้งเป้าโปรยังไงก่อนกดจัด
ก่อนประกาศโปรทุกครั้ง ให้เขียนสามตัวเลขนี้ลงกระดาษก่อน หนึ่ง กำไรต่อหน่วยที่เหลือหลังลด สอง จำนวนที่ต้องขายต่อวันเพื่อให้กำไรรวมเท่าเดิม สาม กำลังสูงสุดที่ร้านทำได้จริงต่อวัน ถ้าตัวเลขที่สองมากกว่าตัวเลขที่สาม แปลว่าโปรนี้ขาดทุนแน่นอนไม่ว่าจะขายดีแค่ไหน ให้กลับไปลดเปอร์เซ็นต์ลงหรือเปลี่ยนรูปแบบโปร
ถ้าเป้าหมายของโปรไม่ใช่กำไรระยะสั้นแต่เป็นการหาลูกค้าใหม่ ให้ตั้งตัวเลขที่ยอมขาดทุนได้ไว้ล่วงหน้าเป็นก้อนเดียว เช่น ยอมเสียกำไร 8,000 บาทเพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่ 200 คน เท่ากับต้นทุนหาลูกค้า 40 บาทต่อคน แล้วเช็คหลังจบโปรว่ามีกี่คนกลับมาซื้อซ้ำ ถ้ากลับมา 60 คนและแต่ละคนซื้อเดือนละ 2 ครั้ง โปรนั้นคุ้มมาก แต่ถ้ากลับมา 5 คน แปลว่าคุณจ่ายเงินซื้อคนที่มาเพราะราคาเท่านั้น ซึ่งไม่ควรทำซ้ำ
การบันทึกผลแบบนี้ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีต่อโปรหนึ่งครั้ง แต่ทำให้การจัดโปรครั้งถัดไปแม่นขึ้นมาก ร้านที่จัดโปรมาสามปีโดยไม่เคยวัดผล มักจบลงที่การจัดโปรเพราะเห็นร้านอื่นจัด ไม่ใช่เพราะรู้ว่าโปรแบบไหนได้ผลกับลูกค้าของตัวเอง
คำถามที่พบบ่อย
ลดราคากี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังปลอดภัย
ถ้าเมนูนั้นมีกำไรราว 60% ของราคาขาย ส่วนลด 10–20% มักยังคุ้มถ้ายอดเพิ่มขึ้นได้ 20–50% แต่เกิน 30% ขึ้นไปต้องมีเหตุผลชัดเจน เช่น ระบายของใกล้หมดอายุหรือดึงลูกค้าใหม่ที่คาดว่าจะกลับมาซื้อซ้ำ
วัดยังไงว่าโปรที่จัดไปคุ้มหรือไม่
เทียบกำไรรวมของช่วงจัดโปรกับช่วงเดียวกันก่อนหน้า ไม่ใช่เทียบยอดขาย เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นระหว่างลดราคาเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ต้องดูคือเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนจริง
ควรจัดโปรบ่อยแค่ไหน
ยิ่งบ่อยยิ่งอันตราย เพราะลูกค้าจะเรียนรู้ว่ารอโปรได้เสมอ และราคาปกติจะขายยากขึ้นเรื่อยๆ ร้านเล็กส่วนใหญ่ควรจัดไม่เกินไตรมาสละครั้ง และให้แต่ละครั้งมีเหตุผลที่ลูกค้าเข้าใจได้