Calmoo เปิดแอป
เกี่ยวกับ Calmoo · เปิดแอป · บทความ · โปรลด 50% ทำแล้วขาดทุนไหม คำนวณก่อนจัดโปร

โปรลด 50% ทำแล้วขาดทุนไหม คำนวณก่อนจัดโปร

ทีม Calmoo · อัปเดต 2026-08-04 · อ่าน 6 นาที

เมนูที่มีต้นทุน 20 บาทขาย 55 บาท ถ้าลด 50% เหลือ 27.50 บาท กำไรต่อแก้วจะหายจาก 35 บาทเหลือ 7.50 บาท แปลว่าต้องขายเพิ่มเกือบ 5 เท่าถึงจะได้กำไรรวมเท่าเดิม ส่วนลดยิ่งสูง ยอดที่ต้องเพิ่มยิ่งพุ่งแบบไม่เป็นเส้นตรง

ลดราคาแล้วต้องขายเพิ่มกี่เท่า

ตัวเลขที่ต้องดูไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ที่ลด แต่คือกำไรต่อหน่วยที่เหลือหลังลด เพราะส่วนลดกินจากกำไรล้วนๆ ไม่ได้กินจากต้นทุน สูตรที่ใช้ตัดสินใจได้เร็วที่สุดมีแค่บรรทัดเดียว

จำนวนเท่าที่ต้องขายเพิ่ม = กำไรต่อหน่วยเดิม ÷ กำไรต่อหน่วยหลังลดราคา
ส่วนลดราคาหลังลดกำไรที่เหลือต้องขายเพิ่ม
10%49.5029.501.2 เท่า
20%44.0024.001.5 เท่า
30%38.5018.501.9 เท่า
40%33.0013.002.7 เท่า
50%27.507.504.7 เท่า
60%22.002.0017.5 เท่า

ตารางนี้คิดจากเมนูต้นทุน 20 บาท ราคาปกติ 55 บาท กำไรเดิม 35 บาท จะเห็นว่าส่วนลด 10% แทบไม่เจ็บ แค่ขายเพิ่ม 20% ก็คุ้มแล้ว แต่พอถึง 50% ต้องขายเพิ่มเกือบ 5 เท่า ซึ่งแทบไม่มีร้านไหนทำได้จริงในหน้าร้านเดียวกัน และถ้าลดถึง 60% ก็คือขายเท่าไหร่ก็ไม่มีทางคุ้ม เพราะกำลังผลิตของร้านไม่ได้เพิ่มตาม

สิ่งที่ต้องเช็คคู่กันคือกำลังของหน้าร้าน ถ้าปกติขายวันละ 80 แก้วและทำได้สูงสุด 140 แก้วต่อวัน การจัดโปรลด 40% ที่ต้องการยอดเพิ่ม 2.7 เท่าเป็น 216 แก้ว เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น โปรนั้นจึงเป็นการลดกำไรลงแน่นอนตั้งแต่วันที่ประกาศ

ถ้าอยากจัดโปรแรงโดยไม่พังกำไร ให้เลือกลดเฉพาะเมนูที่ต้นทุนต่ำเป็นพิเศษ เช่น อเมริกาโน่หรือชาดำเย็นที่ต้นทุนราว 8–12 บาท ลด 50% ยังเหลือกำไรพอสมควร แล้วใช้เมนูนั้นดึงคนเข้าร้าน โดยตั้งใจให้ขายเมนูอื่นพ่วงไปด้วย

ซื้อ 1 แถม 1 คิดยังไง

ซื้อ 1 แถม 1 ไม่เท่ากับส่วนลด 50% เพราะราคาลดครึ่งแต่ต้นทุนเพิ่มเป็นสองเท่า ในเมนูเดิม ลูกค้าจ่าย 55 บาทแล้วได้ 2 แก้ว ต้นทุนของร้านคือ 40 บาท เหลือกำไร 15 บาทต่อบิล เทียบกับ 35 บาทเดิม เท่ากับต้องขายเพิ่ม 2.3 เท่าจึงจะได้กำไรรวมเท่าเดิม ซึ่งยังดีกว่าการลด 50% ตรงๆ ที่ต้องขายเพิ่ม 4.7 เท่า

อีกเรื่องที่ควรคำนวณคือโปรบนแอปเดลิเวอรี เพราะราคาบนแอปโดนหัก GP อยู่แล้ว ถ้าลดราคาอีกโดยไม่คิดใหม่ กำไรมักติดลบทันที ให้คำนวณจากราคาสุทธิหลังหัก GP ก่อนเสมอ แล้วค่อยดูว่าลดได้กี่เปอร์เซ็นต์โดยยังเหลือกำไร

ตั้งเป้าโปรยังไงก่อนกดจัด

ก่อนประกาศโปรทุกครั้ง ให้เขียนสามตัวเลขนี้ลงกระดาษก่อน หนึ่ง กำไรต่อหน่วยที่เหลือหลังลด สอง จำนวนที่ต้องขายต่อวันเพื่อให้กำไรรวมเท่าเดิม สาม กำลังสูงสุดที่ร้านทำได้จริงต่อวัน ถ้าตัวเลขที่สองมากกว่าตัวเลขที่สาม แปลว่าโปรนี้ขาดทุนแน่นอนไม่ว่าจะขายดีแค่ไหน ให้กลับไปลดเปอร์เซ็นต์ลงหรือเปลี่ยนรูปแบบโปร

ถ้าเป้าหมายของโปรไม่ใช่กำไรระยะสั้นแต่เป็นการหาลูกค้าใหม่ ให้ตั้งตัวเลขที่ยอมขาดทุนได้ไว้ล่วงหน้าเป็นก้อนเดียว เช่น ยอมเสียกำไร 8,000 บาทเพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่ 200 คน เท่ากับต้นทุนหาลูกค้า 40 บาทต่อคน แล้วเช็คหลังจบโปรว่ามีกี่คนกลับมาซื้อซ้ำ ถ้ากลับมา 60 คนและแต่ละคนซื้อเดือนละ 2 ครั้ง โปรนั้นคุ้มมาก แต่ถ้ากลับมา 5 คน แปลว่าคุณจ่ายเงินซื้อคนที่มาเพราะราคาเท่านั้น ซึ่งไม่ควรทำซ้ำ

การบันทึกผลแบบนี้ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีต่อโปรหนึ่งครั้ง แต่ทำให้การจัดโปรครั้งถัดไปแม่นขึ้นมาก ร้านที่จัดโปรมาสามปีโดยไม่เคยวัดผล มักจบลงที่การจัดโปรเพราะเห็นร้านอื่นจัด ไม่ใช่เพราะรู้ว่าโปรแบบไหนได้ผลกับลูกค้าของตัวเอง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่า "ลดราคาแล้วคนเข้าเยอะขึ้น เดี๋ยวก็คุ้ม" โดยไม่เคยคำนวณว่าต้องเพิ่มกี่เท่า และไม่เคยเช็คหลังจบโปรว่ายอดเพิ่มขึ้นถึงตัวเลขนั้นจริงหรือไม่ อีกความเสี่ยงคือลูกค้าจำราคาโปรเป็นราคาปกติ พอกลับไปขายราคาเดิมยอดจะตกกว่าก่อนจัดโปร ดังนั้นโปรทุกครั้งต้องมีวันจบที่ชัดเจนและมีเหตุผลประกอบ เช่น เทศกาลหรือวันครบรอบร้าน

คำถามที่พบบ่อย

ลดราคากี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะยังปลอดภัย

ถ้าเมนูนั้นมีกำไรราว 60% ของราคาขาย ส่วนลด 10–20% มักยังคุ้มถ้ายอดเพิ่มขึ้นได้ 20–50% แต่เกิน 30% ขึ้นไปต้องมีเหตุผลชัดเจน เช่น ระบายของใกล้หมดอายุหรือดึงลูกค้าใหม่ที่คาดว่าจะกลับมาซื้อซ้ำ

วัดยังไงว่าโปรที่จัดไปคุ้มหรือไม่

เทียบกำไรรวมของช่วงจัดโปรกับช่วงเดียวกันก่อนหน้า ไม่ใช่เทียบยอดขาย เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นระหว่างลดราคาเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ต้องดูคือเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนจริง

ควรจัดโปรบ่อยแค่ไหน

ยิ่งบ่อยยิ่งอันตราย เพราะลูกค้าจะเรียนรู้ว่ารอโปรได้เสมอ และราคาปกติจะขายยากขึ้นเรื่อยๆ ร้านเล็กส่วนใหญ่ควรจัดไม่เกินไตรมาสละครั้ง และให้แต่ละครั้งมีเหตุผลที่ลูกค้าเข้าใจได้

อยากรู้ต้นทุนเมนูของร้านคุณจริงๆ?
ใส่วัตถุดิบ กดครั้งเดียว รู้กำไรต่อแก้วและราคาที่ควรตั้ง — ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร
ดู Calmoo ทำอะไรได้บ้าง →