Calmoo เปิดแอป
เกี่ยวกับ Calmoo · เปิดแอป · บทความ · ต้นทุนเบเกอรี่ คิดต่อชิ้นยังไง เมื่อสูตรทำได้ทีละหลายชิ้น

ต้นทุนเบเกอรี่ คิดต่อชิ้นยังไง เมื่อสูตรทำได้ทีละหลายชิ้น

ทีม Calmoo · อัปเดต 2026-08-04 · อ่าน 6 นาที

ต้นทุนเบเกอรี่ต่อชิ้นคิดจากต้นทุนวัตถุดิบทั้งสูตร บวกค่าไฟเตาอบ แล้วหารด้วยจำนวนชิ้นที่ขายได้จริง ไม่ใช่จำนวนชิ้นที่ตัดได้ตามทฤษฎี ตัวอย่างบราวนี่ 1 ถาดตัด 16 ชิ้น มีต้นทุนราว 12 บาทต่อชิ้น และเมื่อรวมของเสียกับบรรจุภัณฑ์แล้วจะอยู่ที่ประมาณ 16 บาท

หารสูตรเป็นต่อชิ้น ทำยังไง

ให้คิดต้นทุนทั้งสูตรก่อน แล้วหารด้วยจำนวนชิ้นที่ขายได้จริง ขั้นตอนนี้ต่างจากการคิดต้นทุนเครื่องดื่มตรงที่วัตถุดิบถูกใช้เป็นล็อต และมีค่าพลังงานจากการอบเข้ามาเกี่ยวข้องแบบที่มองข้ามไม่ได้

ต้นทุนต่อชิ้น = (ต้นทุนวัตถุดิบทั้งสูตร + ค่าไฟหรือค่าแก๊สในการอบ) ÷ จำนวนชิ้นที่ขายได้จริง
วัตถุดิบ (บราวนี่ 1 ถาด)ปริมาณต้นทุน (บาท)
เนยจืด (กก. ละ 250)250 ก.62.50
ดาร์กช็อกโกแลต (กก. ละ 400)200 ก.80.00
น้ำตาลทราย (กก. ละ 25)250 ก.6.25
ไข่ไก่ (ฟองละ 5)4 ฟอง20.00
แป้งเค้ก (กก. ละ 30)150 ก.4.50
ผงโกโก้ (กก. ละ 400)30 ก.12.00
ค่าไฟเตาอบ (2.5 kW × 40 นาที × 4 บาท)1.67 หน่วย6.68
รวมทั้งถาด191.93

ถาดนี้ตัดได้ 16 ชิ้น เท่ากับต้นทุน 12 บาทต่อชิ้น แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ต้นทุนที่ควรใช้ตั้งราคา เพราะขอบถาดที่ตัดทิ้ง ชิ้นที่แตก และชิ้นที่ขายไม่หมดในวันนั้น ทำให้จำนวนที่ขายได้จริงน้อยกว่า 16 เสมอ ราคาวัตถุดิบข้างบนเป็นราคาประมาณการ ให้แทนที่ด้วยบิลจริงของร้านคุณ

ของเสียจากการอบ ต้องเผื่อเท่าไหร่

เบเกอรี่มีของเสียสูงกว่าเครื่องดื่มมาก โดยทั่วไปควรเผื่อไว้ 10–15% ของจำนวนที่ทำได้ ถ้าถาดหนึ่งตัดได้ 16 ชิ้นแต่ขายได้จริงเฉลี่ย 14 ชิ้น ต้นทุนต่อชิ้นจะขยับจาก 12 บาทเป็น 13.70 บาททันที

รวมทุกอย่างแล้ว บราวนี่ชิ้นนี้มีต้นทุนจริงราว 16 บาท ถ้าอยากได้กำไร 150% จากต้นทุน ราคาขายคือ 16 × 2.5 = 40 บาท ปัดเป็น 40 บาทพอดี ซึ่งจะเหลือกำไรต่อชิ้น 24 บาท คิดเป็น 60% ของราคาขาย

อบทีละหลายถาดในรอบเดียวช่วยลดต้นทุนค่าไฟต่อชิ้นได้ชัดเจน เตาอบกินไฟเกือบเท่ากันไม่ว่าจะใส่ถาดเดียวหรือสามถาด ถ้าอบสามถาดพร้อมกัน ค่าไฟต่อชิ้นจะลดจาก 0.42 บาทเหลือราว 0.14 บาท และประหยัดเวลาอุ่นเตาไปได้อีกรอบละ 10–15 นาที

ค่าแรงตัวเอง ใส่ยังไงในของทำมือ

ตัวเลขสองชุดนี้ไม่ได้ขัดกัน ชุดแรกคือต้นทุนของที่ใช้ ชุดที่สองคือต้นทุนของเวลาที่ใช้ ร้านที่ขายหน้าร้านและมีลูกค้าต่อเนื่องมักคิดค่าแรงรวมไปในค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือนแทน ส่วนคนที่รับออร์เดอร์เป็นครั้งๆ ควรคิดแบบต่อชั่วโมงตามข้างบน เพราะรายได้ผูกกับจำนวนออร์เดอร์โดยตรง

เมื่อคิดต้นทุนได้ครบแล้ว ให้กลับไปดูสูตรอีกรอบว่ามีวัตถุดิบตัวไหนที่กินต้นทุนเกิน 30% ของทั้งสูตร ในตัวอย่างบราวนี่คือช็อกโกแลตกับเนย รวมกัน 142.50 บาทหรือ 74% ของต้นทุนวัตถุดิบ นั่นแปลว่าการต่อรองราคาช็อกโกแลตลง 10% ช่วยได้มากกว่าการเปลี่ยนไปใช้แป้งถูกลงครึ่งราคา และเป็นการลดต้นทุนที่ลูกค้าไม่รู้สึกถึงความต่างของรสชาติด้วย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือหารต้นทุนด้วยจำนวนชิ้นที่ตัดได้ตามทฤษฎี แล้วลืมว่าถุงกับกล่องเป็นต้นทุนต่อชิ้นไม่ใช่ค่าใช้จ่ายก้อนรวม ผลคือราคาที่ตั้งต่ำกว่าความจริงราว 25–30% และยิ่งขายดีก็ยิ่งขาดทุนมากขึ้น เพราะทุกชิ้นที่ขายออกไปคือส่วนต่างที่หายไปจากกระเป๋า

คำถามที่พบบ่อย

ต้นทุนเบเกอรี่ควรอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย

ราว 30–40% ของราคาขายถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับเบเกอรี่หน้าร้าน ถ้าเป็นเค้กสั่งทำที่ใช้เวลาตกแต่งนาน ควรกดต้นทุนวัตถุดิบให้ต่ำกว่า 30% เพราะต้องเผื่อค่าแรงที่สูงกว่าปกติมาก

ค่าไฟเตาอบคิดยังไง

เอากำลังไฟของเตาเป็นกิโลวัตต์ คูณชั่วโมงที่อบ คูณค่าไฟต่อหน่วย เช่น เตา 2.5 กิโลวัตต์ อบ 40 นาที เท่ากับ 1.67 หน่วย คูณค่าไฟราว 4 บาท ได้ประมาณ 6.70 บาทต่อรอบ อย่าลืมนับเวลาอุ่นเตาเข้าไปด้วย

ถ้าเปลี่ยนขนาดสูตร ต้องคำนวณใหม่ทั้งหมดไหม

ต้นทุนวัตถุดิบขยายตามสัดส่วนได้ตรงๆ แต่ค่าไฟกับค่าแรงไม่ได้ขยายตาม การทำสองเท่าในรอบเดียวมักใช้ค่าไฟเพิ่มไม่ถึงเท่าตัวและใช้เวลาเพิ่มไม่ถึงเท่าตัว ทำให้ต้นทุนต่อชิ้นลดลง ควรคำนวณใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนขนาดล็อต

อยากรู้ต้นทุนเมนูของร้านคุณจริงๆ?
ใส่วัตถุดิบ กดครั้งเดียว รู้กำไรต่อแก้วและราคาที่ควรตั้ง — ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร
ดู Calmoo ทำอะไรได้บ้าง →